Pages

Monday, November 19, 2012

ป้องกันแมลงให้ต้นมะนาวด้วยน้ำส้มควันไม้

สำหรับชาวสวนมะนาวแทบจะทุกคนต้องพบเจอศัตรูมะนาวเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วในชีวิตประจำวันของการปลูกมะนาว
แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก สารกำจัดแมลงศัตรูพืชของมะนาวชนิดหนึ่งชื่อว่า น้ำส้มควันไม้
เอ๊ะ หลายคนเริ่มสงสัยมันคืออะไร กินได้หรือเปล่า

จริงๆแล้ว น้ำส้มควันไม้คือสารกำจัดแมลงชั้นดีเหมาะกับการกำจัดศัตรูมะนาวโดยไม่ใช้สารเคมี
เลยทีเดียว เกิดจาก จากการเผาถ่านในช่วงที่ไม้กำลังเปลี่ยนเป็นถ่าน เมื่อทำให้เย็นลงจนควบแน่น
จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ที่เรียกว่า น้ำส้มควันไม้ มีกลิ่นไหม้ เมื่อนำไปเก็บในขวดพักไว้ 3-4 เดือน
จะสามารถน้ำมาใช้ได้

ประโยชน์ของ น้ำส้มควันไม้ที่มีผลต่อมะนาวคือ
กำจัดหนอนชอนใบ  หนอนม้วนใบ เพลี้ย ที่จะมากัดกินดูดน้ำเลี้ยงตอนที่มะนาวแตกใบอ่อน
ทำให้ใบมะนาวมีอาการหงิกงอ ใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ ทำให้มะนาวแคระโตช้า

ลองหาซื้อมาใช้กันดูนะครับถ้าต้องการใช้สารเคมีกับต้นมะนาวของท่านเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีเลยทีเดียว

บทเริ่มของการปลูกมะนาว

ในการปลูกมะนาวนั้นมีวิธีเทคนิคของเกษตรกรแต่ละท่านไม่เหมือนกัน แต่ละคนต่างมีวิธีในการปลูกมะนาวเป็นของตัวเอง วัสดุที่ใช้ในการปลูกมะนาวแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน
แล้วแบบนี้ เกษตรมือใหม่จะเริ่มต้นอย่างไรกันล่ะ??? เป็นคำถามในใจที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
ทำให้คนเริ่มปลูกมะนาวโดยไม่มีข้อมูล ไม่มีความรู้ในการปลูกมะนาวเลย หรือไม่รู้จะเริ่มอย่างไร
หรือจะดูเกษตรกรท่านไหนเป็นต้นแบบดี

Blog บ้านมะนาวนี้จะเป็นเว็บสำหรับให้ความรู้ด้านการปลูกมะนาว ข้อมูลมะนาว สำหรับมือใหม่ หรือคนที่ต้องการอ้างอิงวิชาการบ้างเล็กๆน้อยๆ
ที่จะทำให้คนที่ไม่เคยมีความรู้หรือยังจับทางการปลูกมะนาวไม่ได้ ได้เริ่มมีไอเดีย
เรียนรู้วิธีการปลูกคร่าวๆ
วิเคราะห์ต้นทุน และผลตอบแทนของพืชชนิดนี้ได้ ว่าจะคุ้มกับทุนที่ท่านลงทุนหรือไม่สำหรับ
ผู้ที่ต้องการทำรายได้จากมะนาว หรือ สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการหาข้อมูลต่างๆในเกี่ยวกับมะนาว
เราจะหาข้อมูลดีๆ จากผู้มีประสบการณ์ หรือจากแหล่งความรู้ต่างๆ
ปัญหาที่ชาวสวนมะนาวต้องเจอกันบ่อยๆ
มาพยายามอธิบายให้ท่านได้เข้าใจ  ใช้เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ดีๆอีกแหล่งหนึ่งบนโลกออนไลน์


ขอบคุณทุกท่านที่ผ่านเข้ามาครับ
จากทีมงาน BaanManow


Monday, October 8, 2012

EM คืออะไร

EM ถูกคิดค้นโดย ศาสตราจารย์ ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ แห่งมหาวิทยาลัยริวกิว โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งได้ทำการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง ตามแนวทางของท่านโมกิจิ โอกาดะ ระหว่าง พ.ศ. 2510-2525 ได้พบความจริงเกี่ยวกับจุลินทรีย์ในธรรมชาติ

จุลินทรีย์ในธรรมชาติมีทั้งจุลินทรีย์ที่ต้องการอากาศ (Aerobic microorganisms) และจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ (Anaerobic microorganisms) มีการทำงานร่วมกันในลักษณะช่วยเหลือเกื้อกูลกันบ้าง และขัดแย้งกันบ้าง สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มจุลินทรีย์ดี หรือกลุ่มสร้างสรรค์ มีประมาณ 5-10 %
2. กลุ่มจุลินทรีย์ก่อโรค หรือกลุ่มทำลาย มีประมาณ 5-10 %
3. กลุ่มเป็นกลาง มีมากถึง 80-90 %

โดย...ถ้ามีจุลินทรีย์กลุ่มดีหรือกลุ่มสร้างสรรค์มากกว่ากลุ่มก่อโรค โลกจะอยู่ในสภาวะสร้างสรรค์ สะอาด บริสุทธิ์ ปราศจากมลพิษและโรคภัยทั้งปวง

แต่...ถ้ามีจุลินทรีย์กลุ่มก่อโรคหรือกลุ่มทำลายมากกว่ากลุ่มดี สภาวะโลกจะตรงข้าม คือเกิดมลภาวะเน่าเหม็น มีโรคระบาด เป็นสภาวะทำลาย
ส่วนกลุ่มเป็นกลางจะคอยช่วยสนับสนุนจุลินทรีย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนมากกว่าให้สามารถแสดงปฏิกิริยาได้มากยิ่งขึ้น
ศาสตราจารย์ ดร.เทรูโอะ ฮิหงะ จึงได้คัดสรรเอาเฉพาะจุลินทรีย์กลุ่มดีที่มีประโยชน์มาเลี้ยงรวมด้วยเทคนิคพิเศษ เรียกว่า กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ หรือ EM (Effective Microorganisms)

โรคแคงเกอร์ ในมะนาว

โรคแคงเกอร์ ในมะนาว

โรคแคงเกอร์ นับว่าเป็นโรคที่อันตรายร้ายแรงอย่างยิ่งแก่พืชตระกูลส้ม เพราะโรคนี้ค่อนข้างที่จะเข้าทำลายพืชตระกูลนี้ได้อย่างง่ายดาย ถ้าสภาพของต้นอ่อนแอ โรคนี้สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า  Xanthomonas campestris pv citri Hasse  ซึ่งจัดเป็นโรคที่มักจะคอยสร้างปัญหา ให้แก่เกษตรกรชาวสวนมะนาวและผู้ที่ปลูกพืชตระกูลส้มทั้งหลายกันเป็นจำนวนมาก เพราะจะนำมาซึ่งความเสียหายในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้น กิ่ง ก้าน ใบ และผลอีกด้วย คือสรุปง่ายๆ  ว่าลองได้โรคนี้เข้ามาละก็ เตรียมตัวเจ๊งกันได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ทั้งหลาย เพราะโรคนี้จะทำให้ผลผลิตตกต่ำ และอาจจะต้องเสียเงินเสียทองซื้อต้นพันธุ์ใหม่มาปลูกใหม่


วิธีการจัดการดูแลและรักษานั้นก็ใช่ว่าจะง่าย ยิ่งถ้าเป็นสารเคมีด้วยแล้วก็ค่อนข้างที่จะอันตรายและมักจะไม่ค่อยได้ผลในระยะยาว  ในกลุ่มผู้ที่นำสารเคมีเช่นคอปเปอร์เข้ามาใช้ก็อาจจะได้ผลในระยะแรกแต่ใช้ไปนานเข้า ๆ  ก็จะทำให้ต้นมีปัญหาได้และเชื้อโรคแคงเกอร์ก็ยังคงอยู่เช่นเดิม ใช่ว่าจะหมดไปโดยสิ้นเชิง และยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสารพิษตกค้างและสะสมในดินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  สารพิษที่ตกค้างเหล่านี้อาจจะยังไม่ออกฤทธิ์ออกเดชทันทีในช่วงที่ดินและสภาพภูมิอากาศมีความชื้นอยู่เพียงพอ เพราะความชื้นจากน้ำและสภาพภูมิอากาศจะเป็นตัวช่วยในการบรรเทาและเจือจางสารเคมีเหล่านั้นให้เป็นอันตรายน้อยลง แต่ถ้าเข้าสู่ฤดูแล้งต้นฤดูหนาว ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีน้อยทำให้น้ำในดินระเหยออกไปในปริมาณมาก ทำให้สารพิษเหล่านี้มีความเข้มข้นมากขึ้นจนเป็นพิษต่อมะนาว ทำให้ต้นมะนาวทั้งหลายอ่อนแอลง และเชื้อโรคฉวยโอกาสรวมทั้งโรคแคงเกอร์ก็เข้ามารบกวนและจู่โจมมะนาวของเราได้ในทันที

โรคแคงเกอร์ สามารถที่จะเข้าทำลายมะนาวได้เกือบทุกส่วนของต้นไม่ว่าจะเป็น  กิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น รวมทั้งผล  ถ้าเป็นที่ใบอ่อนจะสังเกตเห็นได้ว่าเป็นจุดกลม ๆ ฉ่ำน้ำ ออกสีเหลืองซีด ๆ หรือเขียวอ่อน เมื่อขนาดของวงขยายใหญ่ขึ้นจะมีลักษณะฟูคล้ายๆ ฟองน้ำ ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม แตกสะเก็ด ขรุขระเป็นปุ่มนูนและแข็ง แต่ตรงกลางจะเป็นรอยบุ๋มยุบลงไป และมีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล สามารถที่จะมองเห็นได้ทั้งสองด้านของใบ ถ้าปล่อยให้เป็นมากๆ ใบจะร่วงหล่น

โรคแคงเกอร์เข้าทำลาย กิ่ง และก้าน ในระยะเริ่มแรกจะเกิดจุดสีเหลืองนูน ฟูอยู่บนเปลือกของกิ่งและก้านมะนาว ต่อมาแผลนั้นจะค่อยๆ แตกและแห้งเป็นสะเก็ดสีน้ำตาล แล้วลุกลามขยายออกไปตามความยาว หรือรอบกิ่งจนกลายเป็นปุ่มหรือ ปมขนาดใหญ่ รูปร่างไม่แน่นอน และไม่มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผล ถ้าเป็นโรครุนแรงหรือลุกลามขยายออกไปมากเข้าก็จะทำให้ต้นแคระแกร็น กิ่งก้านแห้งตาย และทรุดโทรมอาจถึงตายได้

ต่อมาลักษณะอาการของโรคแคงเกอร์เข้าทำลายที่ผล จะเกิดจุดแผลฝังลึกลงไปในผิวของผลอ่อน ลักษณะของแผลจะนูนคล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองเข้ม ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกสะเก็ดมีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผลทำให้เกิดการปริแตกตามรอยแผลของโรคแคงเกอร์

ในปัจจุบัน เราสามารถที่จะทำการรักษาโรคแคงเกอร์นี้ได้แล้ว โดยที่ไม่ต้องไปใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายทั้งหลาย รวมทั้งสารเคมีที่ชาวบ้านเรียกกันว่าสารเขียวหรือสารประกอบทองแดงก็ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะยิ่งใช้นานเข้าก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความเลวร้ายให้แก่ต้นเพิ่มขึ้น เพราะต้นเขาจะยิ่งอ่อนแอหรือตาย แต่โรคนั้นก็ยังคงอยู่ ไม่หายไปไหน ควรเปลี่ยนมาใช้จุลินทรีย์ปราบโรค  แคงเกอร์ที่ชื่อว่า บีเอส พลายแก้ว ในปริมาณ 5 กรัม หมักกับน้ำมะพร้าวอ่อน 1 ผล โดยทำการเฉาะผลมะพร้าวอ่อนทำเป็นฝาแง้มเปิดหยอดเชื้อลงไปแล้วหมักทิ้งไว้ให้ได้ 24 ชั่วโมงและไม่เกิน 48 ชั่วโมง แล้วนำมาผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 7 วัน ในช่วงระยะเวลาแดดอ่อน  หรือจะใช้ นมยูเฮชที รสหวาน 1 กล่อง หรือ นมถั่วเหลือง (แลคตาซอย, ไวตามิ้ลท์)  1 กล่อง  นำมาเทใส่ถุงน้ำแข็งใส นำหนังยางมาผูกทำเป็นหูไว้ข้างหนึ่ง หยอดเชื้อลงไป 5 กรัม แล้วนำไปแขวนไว้ในที่ร่มทิ้งไว้โดยใช้ระยะเวลาเท่ากันกับวิธีหมักกับวิธีที่ใช้ผลของมะพร้าวอ่อน หลังจากหมักได้ที่แล้วก็นำมาผสมกับ น้ำ  20 ลิตร ฉีดพ่นได้เหมือนกัน


การใช้ปูนขาวป้องกันโรคแคงเกอร์ในมะนาว

การปลูกมะนาวในปัจจุบันถือว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก อย่างเช่นการปลูกมะนาวในท่อซีเมนต์ ซึ่งเกษตรกรสามารถบังคับให้มะนาวออกผลผลิตนอกฤดูกาลได้ แต่ปัญหาเรื่องโรคในการปลูกมะนาวที่เกษตรกรประสบกันอยู่ก็คือโรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าทำลายใบและผล ทำให้ผลผลิตลดน้อยลงและขายได้ในราคาที่ไม่ดี

  การแก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ด้วยปูนขาว

ให้เรานำปูนขาว 3 ช้อนโต๊ะ ,น้ำ 20 ลิตร นำมาผสมให้เข้ากันตั้งไว้ให้ตกตะกอน แล้วให้ตักน้ำปูนขาวที่ได้นำไปฉีดพ่นที่ต้นมะนาวให้ชุ่มทั้งต้น แค่นี้ก็สามารถแก้ปัญหาโรคแคงเกอร์ได้แล้ว ระยะเวลาในการฉีดพ่นประมาณเดือนละครั้งก็สามารถป้องกันและกำจัดโรคแคงเกอร์ในมะนาวได้ เป็นการลดค่าใช้จ่ายและลดในเรื่องการใช้สารเคมี ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกรเองและผู้บริโภคด้วย


Tuesday, September 25, 2012

เริ่มปลูกมะนาว


การปลูกมะนาวบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องง่าย แต่ถ้าใครได้ลองปลูกแล้ว ต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ายากจริงๆ เพราะว่าต้องการให้มะนาวออกผลในช่วงที่มีราคาดีกลับไม่ออกผล แต่ช่วงที่ราคาถูกทำไมมันถึงออกได้ออกดี จนทำให้มะนาวบางช่วงราคาสูงลิบลิ่ว บางช่วงแถมกับน้ำมันเขายังไม่เอาเลย เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร ดังนั้นการตัดสินใจก่อนที่จะปลูกมะนาวจะต้องถามตัวเองก่อนว่ามีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ทั้งด้านความรู้ความสามารถในการจัดการ เวลาในการดูแล และเงินทุนมีมากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวตอบคำถามต่อไปที่ทุกคนต้องรู้ก่อนตัดสินใจปลูกมะนาว คือ

-   จะปลูกมะนาวพันธุ์อะไรดี
-   พันธุ์อะไรที่ตลาดต้องการ
-   ข้อดี ข้อเสียของมะนาวแต่ละสายพันธุ์
-   การทำนอกฤดูจะทำอย่างไร
-   จะต้องลงทุนสูงไหม
-   ดินที่จะใช้ปลูกให้ได้ผลต้องเป็นดินแบบไหน
-   กิ่งพันธุ์ควรจะเลือกแบบไหนดี
-   มีโรคอะไรบ้าง
-   สุดท้ายถ้าปลูกแล้วมันจะคุ้มกับการลงทุนหรือเปล่า

พันธุ์มะนาว

พันธุ์มะนาว

มะนาว (lime) เป็นไม้ผลชนิดหนึ่ง ผลมีรสเปรี้ยวจัด จัดอยู่ในสกุล ส้ม (Citrus) ผลสีเขียว เมื่อสุกจัดจะเป็นสีเหลือง เปลือกจะบาง ภายในมีเนื้อแบ่งออกเป็นกลีบๆ ชุ่มน้ำมาก นับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่า นิยมใช้เป็นเครื่องปรุงรส นอกจากนี้ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการและทางการแพทย์อีกด้วย

พันธุ์มะนาว การปลูกมะนาวในประเทศไทยในปัจจุบันมีสายพันธุ์ดังนี้

1. มะนาวไข่ มีลักษณะคล้ายมะนาวหนังเกือบทุกอย่าง ผลกลม หัวและท้ายยาว มีสีอ่อนคล้ายไข่ ขนาด 2-3 เมตร เปลือกบาง มีขนาดใหญ่กว่ามะนาวหนัง

 2. มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมาก นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆ ในเชิงพาณิชย์จะปลูก มะนาวพันธุ์แป้นรำไพและพันธุ์แป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่าย

3. มะนาวหนัง ผลอ่อน มีลักษณะกลมยาว หัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มที่ผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีกลมมนบ้างเล็กน้อย มีเปลือกค่อนข้างหนา ทำให้เก็บรักษาผลได้นาน

Wednesday, September 19, 2012

มะนาวที่ควรรู้จัก

มะนาว ตามกิ่งพันธุ์มะนาว 
มีด้วยกัน 4 สายพันธุ์ คือ 
มะนาวแป้นพิจิตร 
มะนาวแป้นจริยา 
มะนาวแม่ไก่ไข่ดก 
และ มะนาวน้ำหอมทูลเกล้าไม่มีเมล็ด

มะนาวมีหลายสายพันธุ์อีกมากมาย จะนำมาฝากในคราวหน้าต่อไปนะครับ...
 

Blogger news

Blogroll

About